-
Recent Posts
Archives
Categories
Meta
take the rough with the smooth
For the recently moment, I’m such exhausted even though it was a wonderful time. I’ve been in a few cities, more than ten suburbs, a hundred streets, met a thousand people. I saw the totally different bahavior that people from different continental doing to each other.
At the moment, I’ve a time for myself to think of myself, about the things that I’ve had no time to think of before. It would be nice if I’ve a time like this before and more cuz maybe some shits that’s happening wouldn’t happen. The shit occur to lots of people, some made a damage and mark someone for life; one is me.
Nevertheless, the mark on my mind is not only sad but also happiness cuz it gave me mature, let me live like live, let me grow like I should, let me cry when it sad, let me smile while I want. I lost something from this adventure but got some lesson that unforgetable.
If you wanna live like you live, don’t afraid to go out and make some mistake cuz if you’ve done no mistake, how can you get the right one. No, never!! Cuz the experience has no where sell it, if you want it just do it. Like they said "take the rough with the smooth"
Don’t let the lose from yesterday overshadow your dream for tomorrow!!
Posted in Uncategorized
1 Comment
คนจีนกับวินัยขยะ
ใครบางคนกระเทาะบุหรี่ออกจากซอง พลันเหลือบเห็นว่าเป็นตัวสุดท้ายในซอง ก็ขยำแล้วปล่อย ร่วงลงสู่พื้น
ผมมองใครคนนั้นด้วยสายตาขุ่นเคือง พร้อมทั้งกล่าวหาในใจ ใครจะเก็บหล่ะทีนี้
ใครคนนั้นมองผมกลับด้วยท่าทีไม่ยี่หระ พลางควานหาไฟแช็คในกระเป๋า เมื่อนั้นเสียงเหล็กขูดกัน เกิดประกายไฟ พลันควันพวยพุ่งล่องลอยจากปอดสู่อากาศ
หากเป็นเช่นนี้แล้วถังขยะมีไว้ทำไม มีไม่ทิ้งอย่างนี้ เอาเงินค่าตัวถังขยะ เป็นค่าตัวคนเก็บขยะดีกว่ามั้ง
ดีหน่อยตรงที่ว่า แผ่นดินที่ผมยืนอยู่ไม่ใช่ประเทศไทยที่รักของผม
หากแต่เป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากที่สุดในโลก "เมืองจีน"
กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาจีนได้เปิดประเทศ หลังจากเยียวยาความบอบช้ำจากสงครามทั้งภายนอกและภายใน
ทำให้ผมมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดในโลกตะวันออก
ที่นี่ดีทุกอย่างยกเว้น "วินัยประชากร"
ใครบางคนที่กล่าวถึงในตอนต้น ไม่ใช่คนคนเดียวที่ "ทิ้ง" ขยะโดยถือสะดวก หากแต่เป็น "ชาวจีน" ส่วนมากเลยทีเดียว
ตามท้องถนนในจีนส่วนใหญ่บนพื้นเต็มไปด้วย เศษขยะจำนวนมาก ซึ่งล้วนเกิดจากความมักง่ายของคน ซึ่งเอาเปรียบแผ่นดิน เอาแต่ใช้ๆๆๆ
แต่ไม่เคยแยแส ช่วยดูแล
ผมเดินสวนกับใครบางคน ขณะนั้นเองที่ใครคนนั้น ดูดน้ำหยดสุดท้ายจากกล่องน้ำผลไม้
"ตุ้บ" ทันทีที่คล้อยหลังเสียงกล่องหล่นกระทบพื้น บอกให้รู้ว่า ใครคนนั้นไม่ต้องการสิ่งนั้นอีกต่อไป ต่อจากนี้ใครจะเอาไปทำอะไรก็เชิญเก็บ
คิดเอาเล่นๆว่า ถ้าไม่มีใครเก็บขยะเลย แม้แต่คนเดียว นานแค่ไหนที่ใครๆเหล่านั้นจะเก็บขยะ
เต็มพื้น?
กองล้น?
เดินเหยียบ?
รึอาจไม่แยแสต่อไป
ใครบางคนบอกผมว่า ประเทศจีนกำลังพัฒนาสุดๆในทุกๆด้าน นึกภาพไม่ออกเลยว่า ด้วยจำนวนประชากรกว่าพันสามร้อยล้านคน หากคนส่วนมากไร้วินัยเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้แล้ว เมื่อใดจีนจึงสามารถก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งเหมือนอย่างที่ใครๆคาดกัน
เพราะประเทศจะพัฒนาได้ คนแบบนี้ต้องเป็นส่วนน้อยในสังคม คนส่วนมากต้องมีวินัยจุกจิกที่ดี
หากเป็นเช่นนี้ ผมคนนึงหล่ะที่ไม่เชื่อว่าจีนจะก้าวแซง อเมริกา สหภาพยุโรป หรือญี่ปุ่น อย่างที่ใครๆเค้าว่ากัน เพราะเมื่อถึงเวลานี้
"สงคราม" เริ่มแล้วแต่ยังไม่ได้ฝึกวินัยให้ทหารแล้วจะเอาอะไรไปสู้กองทัพที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว
อย่างนี้แพ้ตั้งแต่ในมุ้ง
Posted in Uncategorized
3 Comments
ชาตินิยม คมคิด ที่คนขาด
มีคนกล่าวว่า "ทุกวันนี้ เกาหลีใต้ สามารถบรรลุ สู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้เป็นผลสำเร็จ"
คำอวดอ้าง สรรพคุณนี้ ไม่ได้เกิดจากคำโอ้อวด ยกตน ข่มท่าน จากผู้ที่อาศัย หรือบุคคลในเกาหลีใต้ แต่อย่างใด แต่มาจากปากของอาจารย์สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน ซึ่งเดินทางไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้มา
หากลองพิจารณาตามสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็นแล้ว ก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะว่า ทุกวันนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรา ไม่ใช่แต่เฉพาะ Made in Japan อีกต่อไป แต่เริ่มมีวิวัฒนาการจากเกาหลีใต้ เข้ามาอยู่ในสังคมของเรามากขึ้นทุกที ลองหันไปรอบๆตัวดูว่า ที่บ้านมีอะไรที่เป็นยี่ห้อเกาหลีบ้าง? ขอสารภาพตามตรงว่า โทรทัศน์ที่บ้านยี่ห้อเกาหลี แม้แต่โทรศัพท์พกพาก็ไม่พ้นเช่นเดียวกัน
สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไรเรา? เกาหลีไม่ได้แค่แอบเข้าบ้านเรา แต่กำลังแทรกซึมวัฒนธรรมลงลึกไปในตาข่ายความคิดของเรา อย่างช้าๆ ซึ่งรู้ตัวอีกที เกาหลีก็เข้าบ้านเราเสียแล้ว แบบที่เราเต็มใจต้อนรับด้วย ไม่เต็มใจธรรมดา เรียกว่า "แห่" กันไปต้อนรับถึงจะถูก สังเกตได้จากความอบอุ่นในการต้อนรับ เวลาศิลปินเกาหลีมาแต่ละที ยิ่งกว่าฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกซะอีก
การเสพ "วัฒนธรรมนอก" เป็นพฤติกรรมบริโภคนิยมที่ฝังรากลึกลงในก้นกล่องความรู้สึกนึกคิดของคนไทยมาช้านาน จนเรียกได้ว่าฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว ซึ่ง "ค่านิยมของนอก" นี้ ไม่ได้เป็นอันตรายต่อปัจเจกบุคคลอันพึงมีพึงได้ หรือ รู้สึกนึกคิด ในสิ่งที่ตัวเองต้องการแสวงหาแต่อย่างใด
แต่กลับเป็น "ตัวการ" ร้ายในการบ่อนทำลายความก้าวหน้าทางสังคม อย่างชัดเจน เพราะเมื่อใดก็แล้วแต่ที่เรา "เสพของนอก" ตัวตนของความเป็นใครของเราก็จะพร่าเลือนไปทีละน้อยๆ ซึ่งในแก่นของความ "เป็นใคร" นั้น เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เราเป็นคนไทย แต่เมื่อใดก็ตามที่เรา "เสพของนอก" เรากำลังประพฤติตนเยี่ยง "คนนอก" เพียงเพื่อหลบหลีกความ "เป็นใคร" ของเราไปเพียงชั่วคราว แต่แก่นของความ "เป็นใคร" เราหลบหนีได้มั้ย? เราละทิ้งได้มั้ย? เราบอกได้มั้ยว่าเราไม่ได้เป็น?
เพราะฉะนั้นการเสพความฟุ้งเฟ้อเพียงชั่วคราวเหล่านี้ ก็เพียงเพื่ออุปโลก โลกเสมือนจริงขึ้นมาในจิตใจก็เท่านั้น หาใช่แก่นของสิ่งที่เราเป็นแต่อย่างใด
ปี พ.ศ.2475 เราดึงดันที่จะเปลี่ยนระบอบการปกครองเพียงเพื่อต้องการจะมีอิสระทางความคิดและจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง บรรพบุรุษคนแล้ว คนเล่าที่เฝ้าปกป้องอธิปไตยของชาติ หากวีรบุรุษเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ คงกระอักเลือดที่ทราบว่า เอกราช ที่ พวกท่านเฝ้าปกป้อง บัดนี้แผ่นดินยังอยู่ แต่ความคิดและจิตวิญญาณของลูกหลาน ขายให้ต่างชาติเรียบร้อยแล้ว
หากคนไทย แม้เพียงหยุดซักนิด พิจารณาซักหน่อย เวลาที่จะ "เสพ" สินค้าฟุ่มเฟือยใดๆ จากต่างประเทศ ซึ่งหมายความเฉพาะเจาะจงในตัวสินค้าที่ "คนไทย" ผลิตได้
"เรา" คงไม่ต้องตามติด แนวโน้ม จากวัฒนธรรมต่างชาติ ให้เหนื่อยเหมือนเช่นทุกวันนี้ แต่สบายๆกับการจับจ่ายใช้สอย "วัฒนธรรมของเราเอง" วันนั้นเราคงยืดอกอย่างภาคภูมิว่า "กูคนไทย" แบบเต็มปากเต็มคำ
"เรา" คงได้ทีส่งออกวัฒนธรรมของเรา ให้ต่างชาติเสพบ้าง ซึ่งโดยแก่นแท้เนื้อในแล้ว วัฒนธรรมไทย สามารถเป็นสินค้าส่งออกได้เป็นอย่างดี เช่น อาหารไทย เป็นต้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต่อเมื่อ คนไทยหันกลับมาเห็นคุณค่าในวัฒนธรรมของตัวเอง ใส่ใจที่จะพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาการแบบบูรณาการยั่งยืน
วันนั้นคนคงกล่าวว่า "ทุกวันนี้ประเทศไทย สามารถบรรลุสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้เป็นผลสำเร็จ"
โปรดเลิก "ค่านิยม" ผิดๆของนอก
ช่วยกันเริ่ม "ชาตินิยม" ของไทยกันเถอะครับ
Posted in Uncategorized
1 Comment
สิ่งที่ทุกคนขาดหาย?
สิ่งที่คนไทยขาดหายไปคืออะไร?
ทำไมญี่ปุ่นซึ่งแพ้สงคราม กลายมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ?
เยอรมันแพ้สงครามถึงสองครั้ง แต่เป็นเจ้าของยนตกรรมชั้นนำของโลก?
จีนปิดประเทศไปเป็นสิบปี ทำไมวันนี้ถึงมีทุนสำรองมากที่สุดในโลก?
แม้แต่เวียดนามซึ่งเคยอยู่ข้างหลัง วันนี้กำลังจะแซงเรา เพราะอะไร?
คำถามข้างบนอาจต้องใช้เวลาตอบยาวนานนับร้อยหน้ากระดาษ ถึงความแตกต่างด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมือง การปกครอง จนกระทั่งปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การศึกษา
เรื่องเหล่านี้อาจฟังดูยิ่งใหญ่ ไกลตัว และถึงแม้สาธยายจนถ่องแท้ ก็อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาข้อแรกได้ เพราะอะไร?
มันอาจลึกซึ้งเกินไป? ฟังดูเข้าใจยาก? คำตอบอาจแตกต่างตามความคิดของแต่ละปัจเจก? หรืออาจเป็นปัญหาระดับประเทศที่ต้องอาศัยรัฐบาลในการแก้ไข?
แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณโทรเข้ามาภายในสิบนาทีนี้ เรายินดีส่งสารนุกรมนักคิดให้คุณฟรีทันที
เฮ้ย!! ไม่ใช่ละ…
บางทีคำง่ายๆ ซักคำอาจช่วยไขปัญหาทั้งหมดข้างบนออกอย่างง่ายดาย
น่าสนใจแม๊ะ?
ยังอ่านต่อแสดงว่าสน
โอเค! จัดไป!
ในบรรดาประเทศชั้นนำของโลกนั้น การก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจต้องการอะไรเป็นสำคัญ?
ทรัพยากรธรรมชาติ… อืม นิดหน่อยๆ เป็นปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญ
อารยธรรมดั่งเดิม… อืม ไม่ค่อยเท่าไร เพราะประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดก็ไม่ใช่ผู้นำของโลก
ถ้างั้นอะไรหล่ะ?
ประชาชน!!
ถะ ถะ ถะ ถูกต้องนะคร้าบบบบบบบบบบบบ!!
นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องความฉลาดแล้ว คนไทย ไม่เป็นรองใครในโลกแน่นอน เพราะมีคนไทยหลายคนที่เป็นบุคคลระดับโลก มีสติปัญญาระดับเป็นผู้นำฝรั่งได้ เช่น บัณฑิต อึ้งรังษี เป็นต้น และใครต่อใครอีกมากมายหลายคน ซึ่งถ้าให้เอ่ยนี่ สามวันไม่จบ
ดังนั้นเมื่อความฉลาดไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่สุด แล้วอะไรหล่ะที่ใช่?
บางทีอาจเป็นเพียงเรื่องง่ายๆ ที่เราทุกคนมองข้ามไปก็ได้ พอจะนึกออกมั้ยครับ? ให้คิดสิบวินาที
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
หมดเวลา!!
"เป้าหมาย"
เป้าหมายเป็นคำสั้นๆ ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ และอาจสร้างความแตกต่างได้กับทุกๆสิ่ง ลองนึกภาพว่า คนไทยทุกคนมีเป้าหมายที่แน่นอนว่าอยากทำอะไร? เป็นอะไร? ไม่ใช่วันๆเอาแต่ลอยไปลอยมา ประเทศชาติจะเจริญเร็วขนาดไหน
ตาสีตาสา วันๆเอาแต่กินเหล้า เพราะอะไร?
เพราะเค้าไม่มีเป้าหมายรึป่าว? ว่าเค้าควรจะทำอะไร? หรือต้องทำอะไร? นี่อาจเป็นส่วนที่สร้างความแตกต่างที่สำคัญที่สุด ซึ่งมนุษย์คนนึง ซึ่งเกิดมาบนโลกใบนี้ เหมือนๆกัน จะพึงได้รับ
ถามว่า ไอน์สไตน์ ฉลาดกว่าเรารึป่าว?
คำตอบอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนเข้าใจก็ได้นะครับ
วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองเคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า "สมองของเรามีเซลล์สมองเท่ากับไอน์สไตน์ ดังนั้น ไอน์สไตน์ฉลาดได้เท่าไหน โดยทฤษฏีแล้ว เราก็ฉลาดได้เท่านั้น"
ถ้าเช่นนั้นแล้วอะไรที่ทำให้เรากับคนที่เคยทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ประสบความสำเร็จ หรือแม้กระทั่งคนที่กำลังพยายามทำสิ่งยิ่งใหญ่ให้ประสบความสำเร็จ แตกต่างกัน?
ใช่ "เป้าหมาย" รึป่าว?
เคยถามตัวเองรึป่าวว่า "เป้าหมาย" ของเราคืออะไร?
มันสำคัญมากนะครับ มากพอที่จะสร้างขอทานกับนายกรัฐมนตรี มากพอที่จะสร้างนักเรียนธรรมดากับนักเรียนเหรียญทอง มากพอที่จะสร้างลูกจ้างกับเจ้าของกิจการ มากพอที่จะสร้างคนธรรมดากับวีรบุรุษ
เหนือสิ่งอื่นใด มันมากพอที่จะสร้างความ "แตกต่าง" ได้
และไอ้ความแตกต่างเนี่ยแหละ คือตัวแปลสำคัญ ที่จะผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมายโดยที่ไม่เฉไฉ เถลไถล ออกนอกลู่นอกทาง แม้ออกไปก็ไม่ไกล ยังพอกลับลำมาทันได้
"บางครั้งเราก็ไม่อาจวัดความสำเร็จเป็นตัวเลขได้ แต่เป้าหมายจะบอกได้ว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน"
มันก็เหมือนการเดินทาง ซึ่งหากไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน แล้วจะออกเดินทางได้อย่างไร และยิ่งหากเป็นการเดินทางที่อันตรายอย่างเส้นทางชีวิตด้วยแล้ว หากพลาดพลั้งอาจหลงเดินทางผิดได้ และเป้าหมายก็เหมือนเข็มทิศ ที่จะคอยบอกให้รู้ว่า เราควรเดินไปทางไหน
ข้อดีของการมีเข็มทิศก็คือ มันแค่บอกว่าทางไหนเป็นทางไหน ส่วนจะเลือกเดินยังไงก็แล้วแต่เรา แต่อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่า เป็นเส้นทางที่ต้องการเดินอย่างแน่นอน
ถามตัวเองให้ดีว่า วันนี้คุณมี "เป้าหมาย" แล้วหรือยัง?
Posted in Uncategorized
1 Comment
จุดเปลี่ยน…”ขยะคือความรับผิดชอบของทุกคน”
ถ้าหากถามว่า วันๆนึง เราผลิตขยะวันละเท่าไร? แต่ละคนคงตอบ แตกต่างกันไป แต่ถ้าถามว่ามีใครวันๆไม่ผลิตขยะเลยมั้ย คงนับคนได้ที่จะบอกว่าไม่มี
เพราะฉะนั้น นี่คือปัญหาของเราทุกคน…
ในแต่ละวัน กิจกรรมส่วนใหญ่ที่เราปฏิบัติ งานส่วนใหญ่ที่เราทำ อาหารที่เรากิน หรือขวดน้ำที่เราดื่ม ส่วนใหญ่ล้วนเป็นกิจกรรมที่เรามักจะผลิตขยะควบคู่ไปด้วยเสมอ
ลองนึกภาพว่าวันๆ คุณทิ้งขยะมากแค่ไหน?
ใครเอาไปทิ้ง?
แยกรึป่าว?
สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่จำเป็นต้องตอบ โดยที่รายการจุดเปลี่ยน ทางช่อง 9 อสมท อาสาพาไปหาคำตอบ และผลที่เราได้รับก็น่าตกใจยิ่ง…
จากการสังเกตการณ์บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีประชากรพลุกพล่าน ซึ่งเป็นศูนย์รวมของรถเมย์ รถไฟฟ้า และห้างสรรพสินค้า พบว่า…
เมื่อใดที่นั่งลง มักจะหลงลืม วางขยะทิ้งไว้ตามที่ต่างๆเสมอ โดยเน้นเอาความสะดวกเป็นหลัก เมื่อจากไปก็มักจะวางกองไว้ดื้อๆซะตรงนั้นเลย
และไม่ได้มีน้อยเลย มีเยอะมากเอาการเลยทีเดียว และเมื่อตามเข้าไปสอบถามว่าทำไม จึงทิ้งขยะเอาไว้ ก็ได้รับคำตอบที่ทำเอาอึ้งได้เหมือนกัน นั่นคือ…
"ปวดหัว รีบไปหาหมอ"
เง้อ…แค่นี้ถึงกับลืมถุงน้ำเลยหรอคร้าบบบ พี่ไม่เอาไปทิ้งแล้ว ใครจาเอาไปทิ้งคร้าบบบบ… แหม… ทำไปได้!!
บ้างก็อายม้วนไปเลย ชนิดที่ว่าไม่กล้าสบตา หรือมองกล้องกันเลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้บอกอะไรเรา?
หรือมันกำลังสะท้อนถึงปัญหาสังคมที่หมกหมมานาน นานพอๆกับคำพูดของคุณป้าคนนึงที่อาศัยอยู่ติดกับแม่น้ำ เมื่อเข้าไปสอบถามป้าว่าเค้าทิ้งขยะลงคลองกัน มาตั้งแต่เมื่อไร ป้าบอก "โอ๊ย! ทิ้งกันมาเป็นศตวรรษแล้ว"
แหม…นานจริงๆ
โดยเฉพาะ ย่านคลองเตย!! ซึ่งจากการทดสอบวัดระดับอ๊อกซิเจนพบว่า มีระดับอ๊อกซิเจนอยู่ 0.00%!!!
อะไรเนี่ย 0% เลยเรอะ!!
ถูกต้องแล้วครับ และด้วยระดับอ๊อกซิเจนเพียงเท่านี้ ส่งผลให้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด สามารถอาศัยอยู่ได้ ปลาลอยคอเน่าอืด ย่านบริเวณแถวนั้น ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว
จากการให้ปากคำของคุณลุงท่านนึง ซึ่งอาศัยอยู่ติดกับคลองเตยมาเป็นระยะเวลานานพบว่า หากนับถอยหลังย้อนไปเมื่อสามสิบปีก่อนนั้น คลองเตยเคยเป็นคลองที่มีน้ำใสแจ๋ว สามารถมองเห็นหมู่ปลาแหวกว่ายได้ แทบไม่น่าเชื่อว่าคล้อยหลังเพียงชั่วทศวรรษ จากคลองที่ใสแจ๋วจนหมู่ปลาแหวกว่าย กลับกลายเป็นสุสานปลา อีกทั้งถังขยะขนาดมหึมา!!
และหากจะไล่เบี้ยกันจริงๆ ก็จะพบว่าต้นตอของปัญหานั้นก็คือ มนุษย์ นั่นเอง และแน่นอนว่าทุกคนต้องมีเอี่ยวในเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะคงไม่มีใครที่วันๆไม่ทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดขยะเลย
ด้วยเหตุอันนี้เอง เราทุกคนจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ปล่อยปละ ละเลย ปัญหาที่เปรียบดัง อนุมูลอิสระของสังคม ให้หมักหมอีกต่อไป
โดยเริ่มจากหัวใจที่สำคัญที่สุด นั่นคือการคัดแยกขยะ!!
ในวันๆนึงที่ขยะถูกเก็บไปยังโรงกำจัดขยะ นับพันๆตัน ครับอ่านไม่ผิดหรอกครับ นับเป็นพันๆตันเลยครับ
ที่น่าเสียใจก็คือ บางสิ่งบางอย่าง อาจยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องเป็นขยะ หากเพียงเราทุกคนรู้จักคัดแยกขยะ กันเพียงซักนิด ก็จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระให้แก่ โลกเราได้ไม่น้อยทีเดียว
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราควรใส่ใจกับขยะที่เราเป็นคนก่อให้มากเข้าไว้ นึกถึงหัวจิตหัวใจ ของผู้ที่ต้องตามเก็บขยะที่เราเป็นผู้ก่อขึ้น แล้วก็เพียงลาจากไป ทิ้งไว้ให้คนอื่นตามเก็บ ทำตัวไร้ความรับผิดชอบที่สุด และที่สำคัญควรจะระลึกถึงความเสียสละของคนเก็บขยะ ผู้ที่ตามเก็บตามกวาด สิ่งที่เราได้ปล่อยเกลื่อนกลาดไปทั่ว
ปัญหานี้มีทางแก้ โดยเริ่มจากความมักง่ายของตนเองเป็นหลัก หากเราทุกคนใส่ใจกว่านี้ คงช่วยให้สังคมสะอาด ปราศจากโรค ต่อไปสังคมก็จะน่าอยู่ คนก็จะยิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้น เพราะความสะอาดเรียบร้อยของสถานที่ ถนนหนทางนั่นเอง
จะดีแค่ไหน?
ถ้าไม่ว่ามองไปทางไหน ก็สะอาดเอี่ยมเรี่ยมแร้ไปหมด
ไม่อยากอยู่ในสังคมแบบนั้นหรอ?
ถ้าอยาก?
โปรดร่วมมือกัน ไม่ขอมาก ขอให้เริ่มจากตัวเองและครอบครัว และก็จะสามารถกระจาย ออกสู่สังคมได้ในที่สุด
เมื่อคนเลิก "มักง่าย" สังคมเลิกมักง่าย คนมี "วินัย" สังคมมีวินัย สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ อาจเป็น "จุดเปลี่ยน" หรือ Tipping point ให้สังคมไทยเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งร่ำรวย ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจ สร้างชาตินิยมสำเร็จก็เป็นได้ใครจะรู้
แต่ที่รู้แน่ๆ นั่นก็คือ…
"ขยะคือความรับผิดชอบของทุกคน"
Posted in Uncategorized
1 Comment
เหตุเพราะความต่างจึงต้องเรียนรู้
แม้ว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเพียงใด ก็ไม่พ้นต้องผจญกับหลุมพรางชีวิต ที่ใครก็ไม่รู้วางไว้ทุกทีสิน่า บางทีเห็นๆอยู่ว่า ก้าวไปหล่ะ ซวยแน่!! ก็ยังดั๊น ทะลึ่งไปตกจนได้… ทำไมนะทำไม?
ไม่ว่าจะเป็นเพราะความประมาท หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้มักจะก่อปัญหาให้เราอยู่เสมอๆ เค้าว่าต่อให้ขับรถดีแค่ไหน ก็ยังต้องระวังอยู่ดี เพราะบางทีขับอยู่ดีๆ สิบล้อหลับใน ขับมาชนก็ยังมี เซงเลย… เพราะงั้นต้องระวัง
บางครั้งระวังดี๊ ดีแล้ว ก็ไม่วาย เจอพวกต้มตุ๋มสิบแปดมงกุฏซะงั้น หลอกลวงกันด้ายยยยย ดู๊ดู คนเรา แหม…เอ็งไม่โดนหลอกบ้าง ไม่รู้หรอก คนอุตส่าห์ทำมาหากินสุจริตดีๆแท้ๆ ทำมั๊ย ทำไมน้า…
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เคยโกรธคนพวกนี้เลย เพราะอะไร?
เพราะผมมักจะคิดเสมอๆว่า คนไม่ดีที่เราเจอเนี่ย เป็นเพราะเค้าเป็นของเค้าอย่างนั้น เค้าเกิดมาในที่อย่างนั้น โตมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น อยู่ในสังคมอย่างงั้น หล่อหลอมให้เค้าเป็นอย่างนั้น ส่งผลให้เค้าทำอย่างนั้น ถ้าเป็นเรา… เราคงไม่ทำแบบนั้น
คนทุกคนต่างกันทุกอย่าง ทุกทิศ ทุกทาง ความคิด ชีวิต จิตใจ ต่างกันหมด ไม่มีใครเหมือนกันทุกๆอย่าง ไม่มีใครดีกว่า ใครทุกๆทาง ไม่ว่าใครซักคนก็ตามที่เราเห็นว่า เก่งกล้า สามารถ ดีเลิศ ประเสริฐศรี เพียงใด ถ้าเราค้นหาจริงๆ ก็จะค้นพบตัวตนในด้านที่อ่อนแอของคนๆนั้นๆเสมอ หรือบางสิ่งบางอย่างที่เราเก่งกว่า ใครบางคนเสมอ
เพราะอะไร?
ก็เพราะธรรมชาติ ไม่ต้องการให้ใคร "สมบูรณ์" แบบ ทุกคนเกิดมาเพื่อเติมเต็มในสิ่งที่คนอื่นขาด ต่อเติมในสิ่งที่คนอื่นไม่มี เป็นเหตุผลว่า ทำไมมนุษย์ต้องอยู่เป็นสังคม มิอาจแยกอยู่อย่างสันโดษแท้จริงได้
ในเมื่อเราไม่อาจเก่งกว่าทุกคนบนโลกในทุกๆเรื่องได้ และเกิดมาในถิ่นที่ธรรมชาติเป็นใหญ่ และยินดีที่จะให้คนอยู่ร่วมกัน จึงไม่มีใคร "สมบูรณ์" แบบ เพื่อสร้างสมดุลย์ ถ่วงถ่าย หน่วงเหนี่ยว กันและกันไว้
เพราะฉะนั้น จงเรียนรู้ที่จะเข้าใจทุกๆคนบนโลก เพราะเราต่างคนต่างเกิด ต่างเติบโต ต่างสภาพแวดล้อม ต่างสังคม ต่างประเพณี ต่างวัฒนธรรม บ้างก็ต่างภาษา
แต่ในความแตกต่างนี้ มีสิ่งนึงที่เรามีเหมือนกัน นั่นก็คือ "ต่างต้องเรียนรู้ ที่จะอยู่ร่วมกัน"
paopae
Posted in Uncategorized
1 Comment
ความจริงที่ทุกคนต้องรู้ จากวงการธุรกิจบุหรี่ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง
เชื่อเหอะ!! เราทุกคนอยู่ในอุตสาหกรรมบุหรี่…..
วันที่ 31 พฤษภาคม คือวันงดสูบบุหรี่โลก เป็นวันที่มนุษยชาติควรจะร่วมมือกันต่อสู้กับฆาตกรที่ร้ายกาจ และยังตามคุกคามเราครั้งแล้วครั้งเล่า
ผมเคยฟัง ดร. คนนึง บอกว่า "คนที่ไม่สูบบุหรี่ไม่ควรยอมแพ้ต่อการรณรงค์เลิกบุหรี่" ผมชอบคำๆนี้มากเลย เพราะผมเคยเป็นคนนึงที่ทดลองสูบ แต่วันนี้เลิกกันแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แบบว่าชาตินี้คงญาติดีกันอีกไม่ได้ หลังจากรู้ความจริงที่น่าตกใจ
ความจริงจากวงการธุรกิจบุหรี่ที่คุณอาจคาดไม่ถึง…
คืออะไร?
ความพ่ายแพ้ของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ 5 บริษัท ในอเมริกา ต่อคดีที่อัยการสูงสุดฟ้องบริษัทเหล่านี้ นอกจากต้องชดใช้ค่าเสียหาย 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (สามแสนหกหมื่นล้านบาทไทย) ซึ่งมากพอจะสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินได้ทั้งระบบ เป็นเวลา 25 ปี (น่าจะตลอดไปมากกว่า เพราะสุดท้ายเงินเหล่านี้ก็เอามาตั้งกองทุนรักษาผู้ป่วย "มะเร็ง" อยู่ดี) ยังบังคับให้ต้องเปิดเผยข้อมูลภายในกว่า 40 ล้านหน้า แก่สาธารณะชน
และนี่เองคือสิ่งที่น่าตกใจ…
"คุณจะขายความตายได้อย่างไร คุณจะขายยาพิษที่ฆ่าคนได้อย่างไร คุณขายได้ด้วยการนำเสนอภาพพื้นที่กลางแจ้งกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ขุนเขาที่โล่ง ทะเลสาบ เสนอภาพหนุ่มสาวท่าทางแข็งแรง สดใส ภาพของนักกีฬา การสูบบุหรี่สักนิดหนึ่งจะเป็นอันตรายได้อย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น เป็นไปไม่ได้… อากาศบริสุทธิ์ออกเหลือเฟือสุขภาพแข็งแรงขนาดนั้น รัศมีของวัยหนุ่มสาวและความมีชีวิตชีวาที่แผ่กระจายจนน่าสัมผัสได้อย่างนั้น นั่นแหละวิธีที่เค้า "ขายความตายกัน" …..
บอกไปคงไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือคำพูดของ "มนุษย์" ฟริตซ์ กาฮาแกน อดีตที่ปรึกษาด้านการตลาดของบริษัทบุหรี่
เงินหลายล้านดอลลาร์ถูกนำไปใช้เพื่อการทำลายความน่าเชื่อถือของงานวิจัยต่อผลเสียของบุหรี่ โอ้ว!! ไม่น่าเชื่อ ฟังแล้วแซ๊ดดดด
"หน่วงเหนี่ยวความก้าวหน้าของงานวิจัย และ/หรือชะลอการเผยแพร่ผลวิจัย เปลี่ยนถ้อยคำที่เป็นข้อสรุปและปรับแก้คำแถลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลการวิจัย ทำให้ผลด้านลบที่อาจจะเกิดจากงานวิจัยนี้กลายเป็นกลาง โดยเฉพาะผลที่จะนำไปสู่การเกิดกลไกควบคุมควันบุหรี่ในสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบที่งานวิจัยนี้อาจจะมีต่อนโยบายของรัฐบาล ความคิดเห็นของประชาชนและการเคลื่อนไหวของนายจ้างและเจ้าของกิจการในภาคเอกชน"
บริษัทฟิลลิป มอร์รีส…
อะไรจะขนาดนั้น ไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องชั่วช้าเช่นนี้มีอยู่ในสังคมของเรา หรือสมองของ "มนุษย์" ซักคน
ไม่เคยมีครั้งใดที่มีการสร้างอำนาจ เครือข่าย โยงใย อันละเอียดซับซ้อน เพื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ได้แนบเนียนเท่าบริษัทบุหรี่อีกแล้ว
โดยที่ยังสามารถลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม ทั้งยังวางขายเกลื่อนกลาด พอๆกับหาซื้อข้าวมันไก่ซักจาน หรือลูกอมซักเม็ด
และที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ กลุ่มเป้าหมายของบริษัทชั่วช้าเหล่านี้ก็คือ "กลุ่มวัยรุ่น" นั่นเอง ซึ่งก็คงไม่พ้น พี่น้อง ลูกหลานของเราทุกคน ช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร
"ฐานการทำธุรกิจของบริษัทเรา อยู่ที่นักเรียนระดับมัธยมปลาย" บริษัทลอริลลาร์ด
หากมีอาหารใดที่ปนเปี้ยนหรืออาจก่อให้เกิดมะเร็งจำหน่ายในท้องตลาดเราจะเก็บทิ้งทันที แม้กระทั่งครีมชนิดใดที่อาจก่อมะเร็งก็จะต้องถูกกำจัดเช่นกัน
แต่กับ "ฆาตกรเลือดเย็น" อย่างบุหรี่… ใยกลับลอยหน้าลอยตา วางหราในสังคม โดยไม่สร้างความอนาทรร้อนใจใดๆแก่ผู้คนในสังคม
เพราะว่าบุหรี่คือตัวการสำคัญที่สุดของ "มะเร็ง" โรคร้ายที่คร่าชีวิต พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ญ่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา หรือกระทั่งเพื่อนสนิทของเรา คนแล้วคนเล่า…..
ใยท่านนิ่งเฉยดูดาย แก่ "บรรษัทฆาตกรข้ามชาติ" เหล่านี้ อย่ายอมแพ้ อย่านิ่งเฉย จงแสดงออกถึงความรังเกียจ ให้เค้าได้รับรู้ว่า นี่คือ "พฤติกรรมน่ารังเกียจ" ของสังคม
จงบอกออกไปอย่างไม่ต้องเกรงใจ เพราะผลร้ายจากปลายบุหรี่ของคนอื่นนั้น ทำร้าย "ผู้สูด" มากกว่า "ผู้สูบ" นับร้อยเท่า เพราะว่าองศาความร้อนที่ปลายบุหรี่นั้นสูงกว่า ก้นและกรอง หลายพันเท่านัก
ข้อมูลจาก Smoking Area…ความจริงจากวงการธุรกิจบุหรี่ที่คุณอาจคาดไม่ถึง เรียบเรียงจาก "ฉีกหน้ากากบริษัทบุหรี่" ซึ่งแปลมาจาก "Trust Us We’re The Tobacco Industry"
ขอบคุณ สสส. , มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ , และ a day ที่อุตส่าห์แจกหนังสือดีๆ ที่เผยให้เราเห็นโฉมหน้าของพ่อค้าบุหรี่ "สินค้าแห่งความตาย"
เชื่อยัง? ว่าเราอยู่ในอุตสาหกรรมบุหรี่จริงๆ
เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงตรงนี้…
ผมขอประกาศสงครามกับบริษัทบุหรี่!!!
เราต้องแบ่งฝ่าย…
หนึ่งคือผมและกลุ่มผู้รณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่!! (เป็นกลุ่มผู้บริสุทธ์ และ/หรือ ผู้เสียหาย)
สองคือบริษัทบุหรี่และกลุ่มผู้สูบ!! (ฆาตกร)
มาถึงตรงนี้คุณต้องเลือกแล้วแหละ ว่าจะอยู่ข้างใคร?!
ระหว่างผมกับ "ฆาตกร"
เชิญเลือก!!
Posted in Uncategorized
Leave a comment